โครงการขุดคลองกระจะอำนวยประโยชน์ แก่ประเทศไทยและอาเซียนได้อย่างไร?

หากเราพิจารณาแผนที่โลกโดยยึดเอามหาสมุทรแปซิฟิคเป็นศูนยก์ลางเราจะเห็นว่าประเทศไทยและช่องแคบมะละกาตั้งอยู่บนทางผ่านระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิค และ มหาสมุทรอินเดีย

sea-01

หากเราพิจารณาแผนที่โลกโดยยึดเอามหาสมุทรแปซิฟิคเป็นศูนยก์ลางเราจะเห็นว่าประเทศไทยและช่องแคบมะละกาตั้งอยู่บนทางผ่านระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิค และ มหาสมุทรอินเดีย
ในปี พ.ศ.2520 ได้มีการจัดสัมมนาเรื่อง “โครงการขดุคลองกระกับความเจริญของประเทศไทย” ณ โรงแรมดุสิตธานี ดร.อูเว่อร์ เฮงเก้ ฟอน พาร์พาต (Uwe Henke Von Parpart) ผู้อำนวยการมูลนิธิ ส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น (Fusion Energy Foundation ) นักคณิตศาสตร์อเมริกัน เชื้อสายเยอรมัน ได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญท่ีสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิค และมหาสมุทรอินเดีย หากรวมเอาประชากรของอาเซียนเข้าด้วยกัน ศูนย์กลางประเทศไทยครอบคลุมประชากรกว่า 2/3 ของประชากรโลก ดร.พาร์พาต ได้ทำนายไว้ว่าประเทศจีนและอินเดีย จะกลายเป็นมหาอานาจทางเศรษฐกิจและประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์มหาศาล หากมีการขุดคลองผ่านคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร. สุรศักดิ์ นานานุกูล นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศไทยผู้ล่วงลับไปแล้วได้ให้ความเห็นอย่างชัดเจนเรื่อง “การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ของคลองกระว่าเป็นองค์ประกอบส่วนหน่ึงของ “ ระบบการขนส่งทางน้ำของโลก” (Global Logistic Infrastructure) โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นชุมชน “การลงทุนภูมิภาค” (Regional Investment Village) การขุดคลองกระเป็นการขยับ ประเทศไทยเข้ามาบนเส้นทางเดินเรือโลก ปัจจุบันน้ี ประเทศไทยเปรียบเสมือนอยู่ก้นซอย สินค้าส่งออกทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ต้องขนลงเรือเล็กไปส่งเรือเดินสมุทรที่ท่าเรือสิงค์โปร์ สิงคโปร์ได้เปรียบเพราะอยู่ปากซอย คลองกระจะทำให้ประเทศไทย ก้าวขึ้นมาอยู่ปากซอย สามารถแข่งขันอย่างทัดเทียมกับสิงคโปร์ได้
ดร.สุรศักดิ์ เปรียบเทียบเขตเศรษฐกิจพิเศษของคลองกระกับเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆของจีน ซึ่งจะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล เนื่องจากมีคลองกระเป็นโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำระดับโลก (Global Logistic Infrastructure) ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อประโยชน์แก่การค้า และการพัฒนาอุตสาหกรรม

ดร.สุรศักดิ์ สรุปว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษของคลองกระมีองค์ประกอบ 5 ประการ

1. ระบบศูนย์กลางการขนส่ง (Centre for Maritime Transportation )

2. เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone)

3. ชุมชนแห่งการลงทุนภูมิภาค (Regional Investment Village)

4. ระบบเศรษฐกิจท่ีเป็นมิตรกับธุรกิจ

5. เขตเศรษฐกิจแห่งความสงบและความเป็นกลาง
ในการนำเสนอของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในหัวข้อ Next Frontier of Capital Market Development Strategy เมื่อวันท่ี 11 กันยายน พ.ศ. 2557 ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ได้ชี้ใหเ้ห็นว่าประเทศไทยมีความไดเ้ปรียบด้านภูมิศาสตร์ สามารถเป็นศูนย์กลางทางการขนส่ง (Logistic Hub) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางทางการขนส่งทางบกและทางอากาศ การพัฒนารถไฟความเร็วสูง จะทา ให้ประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อมต่อกับนานาประเทศในอาเซียน ประเทศจีน อินเดีย ทวีปยุโรป แอฟริกา และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยได้ประโยชน์จากการเดินเรือน้อยมาก ดร.วรพล จึงได้เสนอให้พัฒนาระบบขนส่งน้ำมันทางท่อ (Pipe Line) เป็นสะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) เชื่อมระหว่างจังหวัดสตูล (ท่าเรือปากบารา) ทางฝั่งทะเลอันดามัน และจังหวัดสงขลาทางฝั่งอ่าวไทย ท่อน้ำมัน จะมีความยาวประมาณ 140 กิโลเมตร จะมีการสร้างคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ท่าเรือน้ำลึกและโรงกลั่น ทั้งสองฝั่งทะเลของประเทศไทย

สะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) อาจจะช่วยบรรเทาการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาได้บ้าง เนื่องจากการขนส่งน้ำมัน ผ่านช่องแคบมะละกามีปริมาณรวมกัน ประมาณ 50% ของปริมาณสินค้า ผ่านช่องแคบมะละกาทั้งหมด อย่างไรก็ดี การขนส่งน้ำมันเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ ประเทศไทยเป็นศูนยก์ลางการขนส่งทางทะเลได้ (Maritime Logistic Hub) ท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งมีเรือ ชนิดต่างๆมาใชเ้ทียบเรือ Port of Call ไม่ต่ำกว่าปีละ 130,000 ลำ (ตัวเลขปี 2009) เป็นศูนย์กลาง ของระบบขนถ่ายสินค้า มีเรือสินค้ามาใช้บริการรวมกัน คิดเป็นน้ำหนัก 1,780 ล้านตันต่อปี ประมาณ 45% ของจำนวนน้ำหนักเรือสินค้าซึ่งผ่านในช่องแคบมะละกา มีการขนถ่ายตู้ คอนเทนเนอร์ (Container) ประมาณปีละ 32 ล้านตู้ (Teus) จัดเป็นท่าเรืออันดับ 2 ของโลกรองมาจากท่าเรือเซี่ยงไฮ้ ในประเทศจีน

ความต้องการที่จะเปลี่ยนประเทศไทยเป็นศูนยก์ลางของการขนส่งทางทะเล (Maritime Logistic Hub) ด้วยการสร้างท่อน้ำมันเช่ือมเป็นสะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ใช้ได้กับสินค้าประเภทเดียว (Single Purpose) ในกรณีน้ีคือการขนสินค้าของเหลว (น้ำมัน ) โดยผ่านสะพานท่อ อีกประการหน่ึง การขนถ่ายสินค้าชนิดต่างๆทั้งหมดเช่นสินค้าของเหลว (Liquid Cargos) สินค้าคอนเทนเนอร์ (Container) หรือ สินค้าเทกอง (Bulk Cargos) ฯลฯ ในสะพานเศรษฐกิจ (Land Bridge) เป็นการขนถ่ายซ้ำซ้อน (Double Handling) มีการขนถ่ายเปลี่ยนเรือจากฟากทะเลอ่าวไทย–อันดามัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูงตามปกติ เรือสินค้าจะพยายามหลีกเลี่ยงการขนถ่ายซ้ำซ้อน หากไม่มีความจาเป็น เรือจะไม่มาใช้บริการ สะพานเศรษฐกิจ (Land Bride) จึงไม่ใช่คำตอบ ในการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนยกลางการขนส่งทางทะเล (Maritime Logistic Hub) ได้ในอนาคต

Ez-1
Ez-2
Ez-3
Ez-4