คลองกระกับการปฏิรูปประเทศไทย

อาจจะกล่าวได้ว่าการพัฒนาประเทศไทยตลอด 50 ปีที่ผ่านมาประสบกับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 (1961) จนถึงปัจจุบัน รวมแล้ว 11 ฉบับ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามท่ีตั้งไว้กล่าวคือ

1. คนไทยจำนวนมากยังอยู่ในสภาพยากจน

2. เศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

3. ความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับต่ำ

4. การพัฒนากองทุนสังคม อาทิ ระบบการศึกษา การบริหารราชการ ฯลฯ ยังความล้าหลัง ขาด ประสิทธิภาพ

กว่า 50 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไทยย่ำอยู่กับที่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฯลฯ
ประสิทธิภาพของการทำงานของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำในหลายมิติ ยกตัวอย่างเช่น

1. ภาคเกษตรของประเทศไทยใช้แรงงานถึง 14.88 ล้านคนหรือร้อยละ 38.7 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด แต่ภาคเกษตรมีมูลค่าเพียง 18% ของ GDP สำหรับภาคบริหารและการค้า ใช้แรงงาน 15.67 ล้านคนหรือ 40.7% ส่วนภาคอุตสาหกรรมใช้แรงงานเพียง 7.91 ล้านคน นับเป็นเพียง 20.6% ของ แรงงานทั้งหมด ถ้าพิจารณาจากรายได้ที่มาจากการส่งออกของประเทศ ภาคอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ และชิ้นส่วนของรถยนต์ ทำรายได้เป็นอันดับหน่ึง ฯลฯ ภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นภาคที่ทำรายได้สูงสุดแต่กลับใช้คนน้อยท่ีสุด ภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมรวมกัน มีมูลค่า 82% ของ GDP ภาคเกษตรของไทยจึงขาดทุนอยู่ตลอดเวลา คลองกระและการพัฒนาอุตสาหกรรมจะทำให้คนงานในภาคเกษตรลดน้อยลงในขณะที่ผลผลิตของภาคเกษตรเพิ่มข้ึน เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และมีการจัดการอย่างเป็นระบบมากข้ึน

re-01

2. งบประมาณของประเทศ 70% ถูกนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการ การลงทุนภาครัฐเพื่อกระตุ้น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเหลือเพียง 30% โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การคมนาคมทางราง การขนส่งมวลชน จึงถูกปล่อยปะละเลย ตลอดระยะเวลา 50 ปี การพัฒนาการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล มีความคืบหน้าและได้ระยะทางเพียง 26 กิโลเมตร จากแผนที่ วางไว้ 360 กิโลเมตร ในระยะเวลา 20 ปี รถไฟไทยไร้มาตรฐาน ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งๆที่เริ่มต้นมาก่อนประเทศอื่นกว่าหน่ึงร้อยปี

3. ค่าใช้จ่ายทางด้านการขนส่งสินค้าหรือ Logistics ของประเทศไทยสูงถึง 20% ของ GDP ต้นทุนของสินค้าไทยจึงมีราคาสูงเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันกับต่างประเทศ จากการสำรวจในอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่าในปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ.2013) ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ในอันดับ 27 ในจำนวน 59 ประเทศ และที่สำคัญคือความสามารถในการแข่งขันทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจอยู่ในอันดับท่ี 48

4. การศึกษาของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ แรงงานส่วนใหญ่จึงเป็นแรงงานไร้ทักษะ เศรษฐกิจของไทยจึงยังอยู่ในสภาพ Labor Intensive แทนที่จะเป็น Capital Intensive

re-02

แรงงานท่ีไม่มีการศึกษาหรือมีการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมศึกษามีถึง 11.62 ล้านคนหรือ 30.2% ผู้จบการศึกษาระดับประถมศึกษา 8.71 ล้านคนหรือ 22.6% มัธยมศึกษาตอนต้น 6.15 ล้านคนหรือ 16.0% ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5.42 ล้าคนหรือ 14.1% ระดับอุดมศึกษามีเพียง 6.44 ล้านคน หรือ 16% เพราะการศึกษาของแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ำทำให้เกิดแรงงานไร้ทักษะ
ในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบระดับ GDP ของประเทศไทยกับอีก 216 ประเทศ ประเทศไทย อยู่ในอันดับค่อนข้างสูงคือลำดับ 24 แต่ถ้าเปรียบเทียบ GDP ต่อประชากร ประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 114 ในขณะท่ีสิงคโปร์อยู่ในลำดับท่ี 6 ฮ่องกงอยู่ในลำดับท่ี 11 เวียดนามอยในลำดับท่ี 166 ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะหล่นไปอยู่ในลำดับ 194 เพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยเจริญเติบโตเพียง 0.1%! ซึ่งนับว่าเลวร้ายมากเพราะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาวยังอยู่ในลำดับที่ 17 อินเดียลำดับ 27 และมาเลเซียในลำดับ 66
เหตุที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดเหลือเพียง 0.1% และอยู่ในลำดับที่ 194 จาก 216 ประเทศนั้น อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองอยู่บ่อยครั้งจนทำให้เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ

re-03

ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องปรับวิกฤตเป็นโอกาส รีบเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญอย่างมั่นคงและต่อเนื่องอย่างถาวร

โครงการพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจของประเทศไทย ดังน้ี

1. โครงการคลองกระ ภายในระยะเวลา 10 ปี แรก หลังจากการสร้างคลอง จะสร้างงานได้ ประมาณ 3 ล้านคน 30,000 คนเกิดข้ึนจากการสร้างงานถาวรในการบริหารคลอง 150,000 คนเพื่อปฏิบัติงานและพัฒนาโครงการอุตสาหกรรม จะมีคนงานระดับกลางและระดับสูงเพิ่มข้ึนภายใน 5 ปี และเพิ่ม เป็น 400,000 คนภายใน 10 ปี และเมื่อมีนิคมอุตสาหกรรมพิเศษ (Special Economic Zone) จะต้องใช้แรงงานรวมกันกว่า 1,000,000 คน หากรวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะสามารถสร้างงานได้รวมกันกว่า 3,000,000 คนในระยะเวลา 10-20 ปีหลังจากเปิดใช้คลอง คนงานภาคอุตสาหกรรมเหล่าน้ีจะเปลี่ยนสภาพแรงงานไทย จากแรงงานไร้คุณภาพ ล้าหลัง ไปเป็นแรงงานคุณภาพสูง จากแรงงานไร้การศึกษาไปเป็นผู้ได้รับการศึกษาสูง

2. รายได้ของประเทศจะสูงข้ึน จากการเก็บภาษีภาคอุตสาหกรรมจากการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รายได้ที่เข้าสู่ภาครัฐจะสูงข้ึนเป็นเงาตามตัว สัดส่วนปัจจุบัน 70% ของงบประมาณของประเทศที่นำมาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนของข้าราชการ จะลดลงมาเกือบเท่าตัว และจะนำส่วนที่เหลือไปเป็นงบประมาณที่ใช้สำหรับพัฒนาประเทศ

3. ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะสูงข้ึน เนื่องจากการขนส่งคมนาคมทางทะเลทำได้สะดวกขึ้น ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดเช่ือมโยงของเส้นทางเดินเรือโลก ค่าใช้จ่ายด้าน Logistic จะลดลง เหลือเพียง 8% ของ GDP ตามแบบประเทศพัฒนาแล้ว

4. จะมีการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของชาติ (National Competitiveness) ทั้ง 4 ด้านคือ

4.1 ศักยภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

4.2 ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)

4.3 ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency)

4.4 ประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Efficiency)

5. การพัฒนาเขตอุตสาหกรรมพิเศษ (Special Economic Zone) ในเขตคลองกระจะเกิดการปฏิรูปการบริหารงานแบบใหม่ อย่างเช่น หน่ึงประเทศสองระบบ หากการบริหารแบบใหม่ใช้ไ้ด้ผล จะสามารถนำมาต่อยอดให้ใช้ได้ทั่วประเทศเป็นการปฏิรูปภาคปฏิบัติ ซึ่งจะนำความเจริญมาสู่การบริหารประเทศอย่างถาวร เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเหตุมีผล ปราศจากความรุนแรง

6. การปฏิรูปให้ประเทศไทยทันสมัยข้ึน โดยการลงทุนกับคลองกระ จะช่วยยกระดับการศึกษาของคนไทย เพราะมีงบประมาณทางด้านการศึกษามากขึ้น เกิดคนไทยรุ่นใหม่ ทันสมัย เป็นประชากรของชาติและสมาชิกของสมาคมโลกอย่างสมบูรณ์

Es-1
Es-2
Es-3
Es-4