คลองกระกับความมั่นคงนานาชาติ

การแบ่งแยกดินแดนเป็นปัญหาทางการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกทางกายภาพเสมอไปไม่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกทางกายภาพเสมอไป ประเทศหลายประเทศมีลักษณะภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะ เช่น อินโดนีเซีย และ ฟิลิปินส์ ซึ่งประกอบด้วยหมู่เกาะหลายพันเกาะ แต่นานาชาติต่างถือว่าเป็นประเทศเดียวกัน การขุดคลองไม่ถือว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศ หรือทำให้ประเทศสูญเสียอำนาจอธิปไตย

ในอดีต คลองคีล ขุดผ่านด้านเหนือของประเทศเยอรมนี สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1887 ภายหลังสงครามโลกคร้ังที่ 1 ค.ศ.1918 เยอรมนีแพ้สงคราม อังกฤษและฝรั่งเศสประเทศชนะสงคราม คิดจะตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศข้ึน เพื่อสอดส่องดูแลการปฏิบัติการ แต่สหรัฐอเมริกา ไม่เห็นด้วย อ้างว่า คลองคีลอยู่ภายในดินแดนของเยอรมัน จึงเป็นอธิปไตยของเยอรมันโดยเฉพาะ มิใช่ทางน้ำระหว่างประเทศที่ผ่านหลายประเทศ (2)

se-00

เช่นเดียวกัน คลองกระถูกขุดผ่านประเทศไทยเพียงประเทศเดียว จึงมิใช่ทางน้ำระหว่างประเทศ จึงอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทยแต่เพียงผู้เดียว
การแบ่งแยกประเทศส่วนใหญ่แล้ว เช่นระหว่างซูดาน – ซูดานใต้หรือเกาหลีเหนือ – เกาหลีใต้ในปัจจุบัน หรือเวียดนามเหนือ – เวียดนามใต้ ในอดีต และอีกมากมายมักเป็นปัญหาทางการเมือง หาได้เกิดขึ้นจากการแบ่งแยกทางกายภาพไม่
ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในสามจังหวัดภาคใต้ ไม่เกี่ยวข้องกับการขุดคลองกระ ปัญหาเหล่านี้เป็น ปัญหาทางการเมือง เกิดขึ้นมายาวนานตามประวัติศาสตร์ภาคใต้ของประเทศไทย การพัฒนา เศรษฐกิจซึ่งจะเป็นผลพลอยได้จากการขุดคลองกระ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นปึกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น

ในการศึกษาเรื่อง “ The Kra Canal and Thai Security” โดยเรือโท อมรเทพ ทองสิน ร.น.(ยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่นำเสนอต่อโรงเรียนนายเรือสหรัฐอเมริกา ณ เมือง มอนเตอเรย์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับการรับรองเมื่อปี พ.ศ. 2545 (3) ในวิทยานิพนธ์เล่มนี้นั้น เรือโท อมรเทพ ได้นำเสนอว่านายทหารในประเทศไทยต่างมีความเห็นว่าโครงการขุดคลองกระ มิได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติแต่อย่างใดเลย โดยได้อธิบายไว้ว่า
“อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือหลายท่านได้แสดงทัศนะสนับสนุนโครงการน้ี ด้วยเหตุผลว่าจะเป็นการสนับสนุนสมุททานุภาพให้มากยิ่งขึ้นไปอีก และด้วยเหตุน้ีเอง จึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ” (4)

se-01

ในปัจจุบันประเทศไทยมีฐานทัพเรือ 4 แห่ง คือที่กรุงเทพฯ สัตหีบ สงขลาและพังงา แนวชายฝั่งมีความยาวรวมกันถึง 3,219 ก.ม. มีเรือปฏิบัติการชนิดต่างๆ รวมกันกว่า 160 ลำ (ตัวเลขปี พ.ศ.2545) ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัยชายฝั่งได้อย่างครบถ้วน ครอบคลุม นอกจากนั้น กองทัพเรือซึ่งมีอู่ซ่อมเรือท่ี กรุงเทพฯ และสัตหีบเท่านั้น  ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ในอ่าวไทย ฐานทัพเรือพังงาทางฝั่งทะเลอันดามัน ประกอบด้วยยเรือจากกองเรือ ฟรีเกต 1 (Frigate Squadron One) และกองเรือลาดตระเวนชายฝั่ง (Coast at Patrol Squadron) เรือเหล่าน้ีออกปฏิบัติการเป็นเวลาหน่ึงปี ก่อนกลับเข้า กองเรือฐานทัพเรือพังงา จึงทำให้ค่อนข้างลำบาก หากมีความจำเป็นต้องได้รับการซ่อมบำรุงเร่งด่วน เรือเหล่าน้ีจะต้องเดินทาง ย้อนลงไปวนกลับมาที่อ่าวไทย เพื่อมาซ่อมที่กรุงเทพฯ เท่านั้น (ภาพบน) ซึ่งถ้าหากมีการขุดคลองเกิดขึ้น กองเรือเหล่านี้จะสามารถเดินทางไปปฏิบัติการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น (ภาพล่าง)

se-02


คลองกระกับปัญหาความมั่นคง 

โดย ศาสตราจารย์ ดร.กนต์ธีร์ ศุภมงคล

อันคลองที่มนุษย์ขุดขึ้นเชื่อมทะเลสองทะเลต่อกันเพื่อประโยชน์ในการเดิน เรือ มีอยู่หลายคลองด้วยกัน อาทิ เช่น คลองคาเลโดเนียน ยาว115 กิโลเมตร ในตอนเหนือของ สก๊อตแลนด์ ขุดเมื่อปี พ.ศ.2365 เชื่อมทะเลเหนือกับมหาสมุทรแอตแลนติก คลองโครินซ์ยาว 63 กิโลเมตร ในประเทศกรีซ ขุดระหว่างปี พ.ศ. 2426 และ 2436 เชื่อมทะเลไอโอเนียนกับทะเลเอเช่ คลองเกอต้ายาว 385 กิโลเมตรในตอนกลางของประเทศสวีเดน เชื่อมทะเลไอโอเนียนกับทะเลเอเช่ คลองเกอต้ายาว 385 กิโลเมตรในตอนกลางของประเทศสวีเดน เชื่อมทะเลบัลติกกับทะเลสกาเกร์รัก เหล่านี้ถือเป็นคลองภายในประเทศไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หากอยู่ในอธิปไตยของประเทศเจ้าของอาณาเขต ซึ่งมีสิทธิวางระเบียบกฎเกณฑ์ในการเดินเรือเต็มที่ เรียกได้ว่า เป็นคลองที่ไม่มีปัญหา เพราะเป็นคลองที่อยู่ห่างไกลจากชุมทางคมนาคมทางทะเล จึงไม่สู้จะอยู่ในความสนใจของต่างชาติ

  มีคลองเชื่อมทะเลในปัจจุบันอยู่สามคลองที่มีปัญหาต้องตกอยู่ระบอบการระหว่าง ประเทศได้แก่ คลองสุเอซในทวีฟอาฟริกา คลองปานามาในทวีปอเมริกา และคลองคีลในทวีปยุโรป ซึ่งมีประวัติพอสรุปได้ดังนี้

คลองสุเอซ

Panama

อันความดำริที่จะขุดคลองในคอคอดสุเอซของอียิปต์เพื่อเชื่อมทะเลเมดิเตอเร เนียนกับทะเลแดงย้อนหลังไปถึงสมัยนโปเลียนโบนาปาร์ต จักรพรรดิฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2341 ต่อมามีวิศวกรฝรั่งเศส ชื่อ ลีนังต์ ผู้ทำงานให้แก่อุปราชเตอร์กผู้ปกครองอียิปต์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถขุดได้แน่นอน นายเฟอร์ดินานด์ เดอเลอเซ็ปส์ กงศุลฝรั่งเศสประจำเมืองอเล็กซานเดรียระหว่าง พ.ศฯ. 2377-2378 ให้ความสนใจในโครงการขุดคลองเป็นพิเศษ เมื่อลาออกจากอาชีพทางการทูตในปี พ.ศ. 2392 ก็ได้คิดหาทางดำเนินโครงการแต่ปี พ.ศ. 2397 โดนวิ่งเต้นจัดตั้งบริษัทระหว่างประเทศด้วยทุนริเริ่มจำนวน 200 ล้านฟรังก์  ได้รับสัมปทานให้ขุดคลองได้ งานเริ่มเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2402 แต่ต้องประสบอุปสรรคจากอังกฤษและผู้ปกครองอียิปต์ ต้องหยุดการก่อสร้างระหว่าง พ.ศ. 2406-09 และเริ่มดำเนินใหม่ในสมัยนโปเลียนที่3 การสร้างเสร็จเปิดใช้ได้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2412 โดยมีอายุสัมปทานให้บริษัทเป็นเวลา 99 ปี ถึงปลายปี พ.ศ. 2511 ตามสัญญาสัมปทานซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลายครั้งหลายหน กำหนดให้คลองสุเอซเปิดแก่การเดินเรือของทุกประเทศโดยเสมอภาคเท่าเทียมกัน เพราะวัตถุประสงค์ของบริษัทอยู่ที่การชักนำให้เรือทะเลใช้คลองให้มากที่สุด เพื่อทำรายได้ การประกอบการในตอนต้น มีปัญหาสลับซับซ้อน บริษัทหวุดหวิดล้มละลายครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2415 ปลายปี พ.ศ. 2418 รัฐบาลอังกฤษเข้าซื้อหุ้นของผู้ครองอียิปต์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ความปั่นป่วนทางการเมืองภายในอียิปต์ เมื่อ พ.ศ. 2424 ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของคลอง จึงมีการลงนามในอนุสัญญาเมืองคอนสแตนติโนเปิล ลงวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2431 เพื่อรักษาเสรีภาพในการใช้คลองอย่างกว้างขวางโดยอังกฤษตั้งข้อสงวนผูกมัดได้ บางประการ ซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสได้ตกลงให้ยกเลิกเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2447 คลองสุเอซผ่านวิกฤตกาลของสงครามโลกทั้งสองครั้งมาด้วยความยุ่งยากพอสมควร ตามแต่โชคชะตาของการยุทธ

ตามสนธิสัญญาพันธมิตรระหว่างอังกฤษกับอียิปต์ลงวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2479 อังกฤษได้รับสิทธิที่จะส่งกองกำลังทหารทั้งทางบกและทางอากาศเข้าไปประจำใน บริเวณคลอง โดยไม่ถึงกับเป็นการยึดครองอียิปต์พยายามเจรจาให้อังกฤษถอนกำลังทหารออกไป โดยดี แต่ไม่สำเร็จผล ต้องรอมาถึงวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2494 อียิปต์ประกาศยกเลิกสนธิสัญญาพันธมิตรนั้น และทั้งสองประเทศาสามารถทำความตกลงกันได้ใหม่เมื่อวันที 19 ตุลาคม พ.ศ. 2497 ซึ่งอียิปต์ประกาศบอกเลิกเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2500 ภายหลังที่อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิสราเอล สมคบกันวางแผนใช้กำลังบุกเข้ายึดครอง  โดยอาศัยข้ออ้างอียิปต์ประกาศยึดบริษัทคลองสุเอซเป็นของชาติ ตามกฎหมายลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 การใช้กำลังของอังกฤษและฝรั่งเศส ตอนนั้นต้องล้มเหลวภายใน 1 สัปดาห์ระหว่าง วันที่ 31 ตุลาคม และ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2499  เนื่องจากการคัดค้านของสหภาพโซเวียตและความชะงักงันของสหรัฐอเมริกาที่ไม่ พอใจเพราะไม่ได้รับการปรึกษาหารือก่อน รัฐบาลอียิปต์ใช้วิธีจมเรือรวม 51ลำ เพื่อกีดขวางการเดินเรือเป็นเวลากว่า 5เดือนจากวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ถึงวันที่ 10เมษายน พ.ศ.2500 หลังจากนั้น อียิปต์ออกประกาศเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2500 ยืนยันจะเคารพบัญญัติ อนุสัญญาปี พ.ศ. 2431 และกฎบัตรสหประชาชาติ ให้เสรีภาพในการเดินเรือผ่านอย่างต่อเนื่อง และให้การบริการคลองนั้นอยู่กับองค์การอิสระของรัฐบาลอียิปต์

สงคราม 6 วัน ระหว่างอิสราเอล-อาหรับ ครั้งที่3ในปี พ.ศ. 2510 ทำให้มีการปิดคลองอีกวาระหนึ่งเป็นเวลานานถึง 8 ปี จากวันที่ 6 มิถุนายน 2510 ถึง วันที่ 5 มิถุนายน 2518 อียิปต์และอิสราเอลสามารถตดลงสันติภาพกันได้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2522 กลับเปิดการเดินเรือโดยเสรีลอดคลองตามเดิม

คลองปานามา

Suez

ถ้ามองตามแผนที่ภูมิศาสตร์ ประโยชน์ของการขุดคลองในคอคอดปานามาเด่นชัดมาก คลองจะเชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิก เปิดให้มีการเดินเรือตรงไม่ต้องอ้อมทวีปอเมริกาใต้ทั้งทวีปความคิดที่จะขุด คลอง เริ่มมีมาแต่ศตวรรษที่ 18  เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังที่สหรัฐอเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ วันที่ 19 เมษายน 2393 สหรัฐฯ กับอังกฤษทำสัญญาต่อกัน กำหนดระบบการระหว่างประเทศให้แก่คลองที่ยังมิได้ขุด สหรัฐฯ ไม่สู้จะติดใจในระบบการระหว่างประเทศเท่าใดนัก วันที่ 18 พฤศจิกายน2444 จึงได้ทำสัญญากับอังกฤษใหม่ใช้แทนสัญญาปี 2393 โดยอังกฤษยอมรับรู้สิทธิพิเศษของสหรัฐฯ ที่จะปกครองสัญญาระหว่างอังกฤษและอเมริกาเป็นธรรมดา อีกสองปีต่อมาเกิดกระบวนการแยกดินแดงปานามาเป็นอิสระโดยปานามาประกาศเอกราช เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2446 สหรัฐฯ รีบส่งกำลังทหารเข้าไป อ้างเหตุว่าเพื่อคุ้มครองชาวอเมริกัน แต่ความจริงเพื่อกีดกันมิให้กำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลทำการปราบพวกกบฏแยกดิน แดน แล้วภายใน 10 วัน สหรัฐฯ ก็ประกาศให้การรับรองสาธารณรัฐใหม่เป็นทางการ วันที่18พฤศจิกายน 2446 นายจอห์น เฮย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอเมริกัน ลงนามในสนธิสัญญาฉบับหนึ่งกับนายบูโน วาริลล่า ชาวฝรั่งเศส ผู้นำคนหนึ่งในกระบวนการแยกดินแดน และเป็นผู้ใกล้ชิดกับนายเฟอร์ดินานด์ เดอ เลอเซ็ปต์ วางตนในฐานเป็นตัวแทนของสาธารณรัฐปานามาประจำกรุงวอชิงตัน ซึ่งทราบภายหลังต่อมาว่า ได้รับเงินนอกบัญชีจากสหรัฐฯ ไปถึง 40 ล้านเหรียญ และไม่เคยกลับไปปานามาอีกเลย ตามสัญญาฉบับนั้น ปานามาให้สิทธิแก่สหรัฐอเมริกา ที่จะควบคุมดินแดนประมาณ 500 ตารางไมล์ในปานามาตลอดกาลเสมือนหนึ่งอยู่ในอธิปไตยของสหรัฐฯ

พึงสังเกตว่า กรณีคลองปานามา ต่างกับกรณีคลองสุเอซ เพราะคลองสุเอซ สร้างขึ้นแล้วถึง 20ปี ถึงได้มีการวางระบบสภานะของคลอง ส่วนคลองปานามามีการวางระบบ 11 ปีก่อนคลองสร้างเสร็จ เปิดแก่การเดินเรือ ความจริง เฟอร์ดินานด์ เดอ เลอเซ็ปส์ ได้เริ่มจัดตั้งบริษัทเพื่อทำการขุดคลองปานามา แต่ปี พ.ศ. 2431 เพราะประสบปัญหาด้านวิศวกรรมมากหลาย ประกอบกับค่าใช้จ่ายต้องสูงขึ้นหลายเท่าตัวของการคะเน ทำให้บริษัทต้องล้มละลาย ไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ต้องรอมาจนปี พ.ศ. 2447 สหรัฐฯ จึงเข้ามารับช่วงดำเนินการก่อสร้างต่อ ใช้เวลา 10ปีจึงเสร็จ เปิดให้มีการเดินเรือผ่านได้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2457

ระบบการให้สิทธิอธิปไตยอย่างกว้างขวางแก่สหรัฐอเมริกาตามสัญญาปี 2446 ย่อมเป็นที่ไม่พอใจของชาวปานามาในส่วนรวมเป็นธรรมดา กระบวนคัดค้านได้เริ่มตั้งแต่บัดนั้น ทั้งๆที่ข้อ 1 กำหนดให้ สหรัฐฯคุ้มครองป้องกันเอกราชของสาธารณรัฐปานามา อย่างไรก็ตาม ระบบการนี้ผ่านสงครามโลก ทั้งสองครั้งมาด้วยความเรียบร้อย ทีการจำกัดตัดสิทธิบางครั้งบางคราว แล้วแต่ว่า สหรัฐฯ วางตนอย่างไรในสงครามกล่าวคือ ในยามที่สหรัฐฯ เป็นกลาง หรือเข้าร่วมสงคราม สิทธิในการเดินเรือของต่างชาติ และสิทธิอำนาจของสหรัฐฯ ในการควบคุมการเดินเรือของต่างชาติ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้างมากน้อยตามความจำเป็นแต่รัฐบาลปานามายังคงตั้ง ข้อเรียกร้องในเรื่ออธิปไตยเรื่อยมา ซึ่งทางสหรัฐอเมริกาได้ยินยอมผ่อนปรนลงไปบ้าง เช่นตามกฎหมายลงวันที่ 26 กันยายน 2493 การปกครองเขตปานามา ให้ขึ้นอยู่กับองค์การอิสระภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าการ ซึ่งรัฐบาลอเมริกันด้วยความเห็นชอบของสภาซีเนท เป็นผู้แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง 4 ปี การบริหารการเดินเรือขึ้นอยู่กับบริษัทอิสระที่กำหนดค่าธรรมเนียมต่างๆ ในด้านระหว่างประเทศ มีสนธิสัญญาว่าด้วยการร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ ต้องจ่ายแก่รัฐบาลปานามาให้สูงขึ้น ให้สิทธิแก่ปานามาที่จะเรียกเก็บภาษีบางอย่างจากคนต่างด้าวที่พำนักอยู่เขต คลอง จำกัดสิทธิซื้อของคนชาวอเมริกันในเขตคลอง

ปลายปี พ.ศ. 2507 ประธานาธิบดีจอห์นสัน ประกาศตกลงรับหลักการที่จะเจรจากับรัฐบาลปานามา เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขสนธิสัญญาปี 2446 การเจรจาประสบความยุ่งยากมาตลอด จนถึงสมัยประธานาธิบดีคาร์เตอร์ ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถทำความตกลงกันใหม่ได้ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2520 คืนอำนาจการควบคุมเขตคลองปานามาให้แก่ปานามา ตามที่เรียกร้องติดต่อมานานกว่า 70 ปี สาระสำคัญของสนธิสัญญาใหม่ ได้แก่ การยกเลิกระบบการเดินตามสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2446 และ 2479 เปิดโอกาสให้รัฐบาลปานามาเข้าร่วมในการป้องกันคลอง กำหนดความเป็นกลางของคลอง รวมตลอดทั้งห้ามมิให้สหรัฐอเมริกาแทรกแซงเข้าไปในกิจการภายในของปานามา ส่วนการบริการคลองให้ขึ้นต่อคณะกรรมาธิการร่วม ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายอเมริกัน 5 และฝ่ายปานามา 4 โดยเป็นที่เข้าใจว่า ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2542 สหรัฐฯจะส่งมอบคลองและบรรดาอาคารทั้งหลายที่สร้างไว้ ให้แก่รัฐบาลปานามาทั้งหมด ทั้งจะต้องถอนกำลังทางทหารอเมริกันออกไปโดยสิ้นเชิง

คลองคีล

Kiel

คลองคีลเป็นคลองที่รัฐบาลเยอรมันขุดขึ้นใน ดินแดงเยอรมัน เชื่อมทะเลบัลติดกับทะเลเหนือเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ การก่อสร้างเริ่มในปี พ.ศ. 2430 และมาสำเร็จเสร็จสิ้นในปี 2438 เปิดใช้ในการเดินเรือทะเล ในฐานะที่เป็นเส้นทางคมนาคมที่สั้นที่สุดระหว่างทะเลทั้งสองนั้น ระหว่างปี 2450 กับ 2458  ได้มีการขยายความกว้างออกคลองออกไปมาก โดยนิตินัยแล้วคลองนี้ถือเป็นทางน้ำภายในของจักรวรรดิเยอรมัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2462 สนธิสัญญาสันติภาพเมืองแวร์ซายส์ ข้อ 380 ถึง 386 ประกาศเปิดแก่การเดินเรือระหว่างประเทศ รับหลักเสมอภาคในการเดินเรือสำหรับทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเรือรบหรือเรือ พาณิชย์โดยรัฐบาลเยอรมันความผูกพันที่จะไม่สร้างป้อมปราการในบริเวณเขตคลอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือรัฐบาลเยอรมันจำต้องรับระบบการระหว่างประเทศของคลองดีลเป็นผลสืบ เนื่องจากการปราชัยในสงครามโลกครั้งแรก

อังกฤษ และฝรั่งเศสเคยคิดจะให้ตั้งคณะกรรมการธิการระหว่างประเทศขึ้น เพื่อสอดส่องดูแลการปฏิบัติตามบทบัญญัติสนธิสัญญาแวร์ซายส์ แต่สหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วย อ้างว่าคลองคีลอยู่ภายในดินแดนของเยอรมันโดยเฉพาะ มิใช่ทางน้ำระหว่างประเทศที่ผ่านหลายประเทศ ต่อมาตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ประธานาธิบดีรูแมนกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2488 เสนอความเห็นว่าควรมีการจัดตั้งเขตคลองดีลขึ้นให้อยู่ในอำนาจของสหประชาชาติ แต่มิได้มีการดำเนินการจริงจังอย่างใดในเรื่องนี้

                จะเห็นไว้ว่า สำหรับคลองที่อยู่ในระบอบการระหว่างประเทศทั้งสามนั้น ตามปกติมักจะมีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับอธิปไตยของรัฐเจ้าของอาณาเขตที่คลอง ตั้งอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีมหาประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง มักจะหาทางควบคุมการเดินเรือให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน ฉะนั้น ถ้าประเทศตกลงจะสร้างคลองเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย ก็น่าจะได้คำนึงหาทางป้องกันไว้ มิให้ต้องตกเข้าไปในระบอบการระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการบั่นทอนสิทธิอธิปไตย ไม่มากก็น้อย

พึงจำกันได้ว่า เมื่อเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยการปราชัยของญี่ปุ่น ประเทศไทยในฐานะที่ได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเข้าข้องญี่ปุ่น ถูกบังคับให้ทำความตกลงสมบูรณ์แบบกับอังกฤษเพื่อเลิกสถานะสงคราม ลงนามกันที่เมืองสิงคโปร์เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการขุดคลองในข้อ 7 ว่า รัฐบาลไทยรับจะไม่ตัดคลองข้ามอาณาเขตไทยเชื่อมอาณาเขตไทยเชื่อมมหาสมุทร อินเดียกับอ่าวไทย โดยไม่ได้รับความเห็นชอบของรัฐบาลอังกฤษ พึงสังเกตว่า บทบัญญัติข้อ 7 นี้ ติดตามข้อ 6 ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลไทยต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่แก่แผนการรักษาความ มั่นคงระหว่างประเทศที่ทางสหประชาชาติจะพึงจัดให้มีขึ้น

           เหตุที่อังกฤษบังคับให้ไทยจำต้องรับพันธกรณีเช่นนั้น ก็เนื่องจากอังกฤษขาดความไว้วางใจที่เคยมีต่อประเทศไทย เดิมอังกฤษถือไทยเป็นเพื่อนดีของอังกฤษ ครั้นญี่ปุ่นแปลงสงครามระหว่างฝ่ายอักษะกับฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปซึ่ง ประเทศไทยวางตนเป็นกลางมาเป็นสงครามในเอเชียและแปซิฟิค โดยเข้าโจมตีเพิลฮาเบอร์และยึดดินแดงในความปกครองของอังกฤษ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา รัฐบาล ไทยสมัยท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตัดสินใจเข้าข้างญี่ปุ่นถึงกับประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 อังกฤษผูกใจเจ็บแต่นั้นเป็นต้นมา ครุ่นคิดจะชำระบัญชีกับไทยให้สาสมที่กล้าประกาศสงครามกับจักรวรรดิที่ พระอาทิตย์ไม่เคยตก ฉะนั้น ภายหลังที่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชัยในสงครามแล้ว ตามปกติ อังกฤษถือว่ามีสิทธิจะบังคับให้ไทยทำสัญญาสันติภาพกับอังกฤษ ทำนองเดียวกันที่บังคับเอาจากญี่ปุ่น หากแต่มีประกาศสันติภาพของท่านผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2488 ถือประกาศสงครามของไทย เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ตลอดจนการกระทำทั้งหลายซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อสหประชาชาติว่าเป็นการกระทำอันผิด จากเจตต์จำนงของประชาชนชาวไทย และฝ่าฝืนขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายบ้านเมือง อังกฤษจึงตกลงใจจะไม่เรียกร้องให้ไทยทำสัญญาสันติภาพ แต่เพียงขอให้ทำควรมาตกลงเพื่อเลิกสถานะสงครามกับเขา โดยที่อังกฤษถือไทยเป็นด่านหน้าสำคัญในการป้องกันดินแดนในความปกครองของ อังกฤษด้านมลายู พม่าและอินเดีย จึงคิดผูกมัดไทยโดยอาศัยระบอบความมั่นคงส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคิดว่าทางองค์การสหประชาชาติจะสถาปนาขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานในอนาคต หากแต่ต่อมา ฝ่ายสัมพันธมิตรผู้พิชิตสงคราม เกิดสามัคคีเภทเอง ระบอบความมั่นคงส่วนภูมิภาคของสหประชาชาติจึงไม่เกิดขึ้น ประกอบกับสถานการณ์บีบบังคับให้อังกฤษต้องปลดปล่อยอาณาเขตต่างๆ ภายใต้อำนาจการปกครองในรูปต่างๆได้อิสรภาพทยอยกันเป็นรัฐ มีเอกราชไปโดยให้มีฐานะเป็นส่วนหนึ่งของจักรภพบริติช ซึ่งเพียงมีความผูกพันความผูกพันทางจิตใจต่อกันเท่านั้น

ส่วนที่แทรกข้อจำกัดเกี่ยวกับการสร้างคลองเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย นอกจากจะอาศัยปัจจัยความห่วงใยในความมั่นคงร่วมกันของภูมิภาคแล้ว คงคำนึงถึงการปกป้องผลประโยชน์จากการเดินเรือระหว่างประเทศในภูมิภาค และค้ำจุลสถานะความเป็นเมืองท่าสำคัญของสิงคโปร์ ต่อมาเมื่อไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งหลายแหล่ที่ความตกลงสมบูรณ์แบบสาน ไว้ให้แล้ว ไทยขอยกเลิกความตกลงสมบูรณ์แบบอังกฤษยังติดใจเรื่องคลองเชื่อมทะเลอยู่ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไทยสมัยนั้น คือ เสร็จไทยกรมนราธิปพงศ์ประพันธ์ ได้ประทานคำมั่นแก่ลอร์ดเรดิ้ง ผู้ทำการแทนนายแอนโทนี อีเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2495ว่า ประเทศไทยไม่คิดจะขุดคลองดังกล่าว เพราะจะต้องใช้เงินสิ้นเปลืองมหาศาล และมีปัญหาด้านวิศวกรรมมากหลาย เดชะบุญที่ไทยมิได้คิดสร้างคลองสมัยนั้น เพราะอังกฤษอาจจะอาศัยข้อผูกพันในข้อ7 ของความตกลงสมบูรณ์แบบเรียกร้องให้ไทยต้องปรึกษาหารือกับอังกฤษ แล้วถ้าอังกฤษขัดขวางการสร้างไม่ได้ อย่างน้อยก็อาจจะขอเข้ามามีส่วนในการปกครองและดำเนินกิจการของคลองด้วยอย่าง แน่นอน ต้องรอมาจนกระทั่งวันที่ 14มาราคม 2497 ไทยและอังกฤษจึงตกลงกันได้ ยกเลิกความตกลงสมบูรณ์แบบทั้งฉบับโดยไม่มีข้อแม้เหลืออยู่ในเรื่องการตัด คลอง เป็นอันถือได้ว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไทยไม่มีข้อผูกมัดจำกัดสิทธิมิให้ไทยขุดคลองกับประเทศใดๆทั้งสิ้น ไทยจะคิดขุดหรือไม่ อยู่ในดุลยพินิจโดยเด็ดขาดของไทย

ปัญหาที่ไทยน่าจะใคร่ครวญดูให้ดีก็คือ ถ้ามีการขุดคลองดังกล่าวแล้ว จะมีผลกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของไทยในทางลบ ถึงกับเสี่ยวต่อการบั่นทอนบูรณภาพทางดินแดนของไทย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดินแดน 4 จังหวัดภาคใต้หรือไม่ ในเรื่องนี้ เคยมีผู้แสดงความห่วงใยไว้ว่า ถ้าสร้างคลองแล้วจะเท่ากับแบ่งราชอาณาจักรไทยออกเป็นสองส่วนเหนือคลองและ ส่วนใต้คลอง สำหรับส่วนใต้ เกรงว่าจะเป็นเครื่องจูงใจเพิ่มขึ้นให้แก่ความกระหายจะแบ่งแยกดินแดน 4 จังหวัดซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ให้หันเหเข้าหามาเลเซีย จะเพิ่มความยุ่งยากให้แก่ไทยหนักยิ่งขึ้น ฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า เพื่อมิให้มีปัญหาสอดแทรก ไทยไม่พึงคิดขุดคลอง

                อันที่จริง ปัญหาเรื่องการแยกดินแดนทางปักษ์ใต้ของไทย ไม่ใช่ของใหม่ เคยเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวตลอดมา จะมีคลองหรือไม่มีไม่สำคัญ ดินแดนของรัฐอิสระตามกฎหมายระหว่างประเทศปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันแน่นอน แล้ว ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ โดยปราศจากความยินยอมเห็นชอบของรัฐเจ้าของดินแดน ระบอบขยายดินแดนสมัยศตวรรษ 19 ไม่ควรมีอยู่ต่อไปแล้ว เพราะถ้าต่างฝ่ายต่างอ้างประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปเรื่อยๆก็ไม่ทราบว่าจะหยุด การเรียกร้องได้เมื่อใด ประเทศเพื่อนบ้านไทยทั้งเหนือใต้ตะวันออกตะวันตก ต่างก็ได้เอกราชเป็นอิสระจากการปกครองของต่างชาติไปแล้ว เราจึงน่าจะทำความเข้าใจกันให้ดีได้ เว้นเสียซึ่งการล่วงล้ำเรียกร้องดินแดนต่อกันตามบทบัญญัติแห่งกฎบัติ สหประชาชาติ เพื่อความสงบสุขและการพัฒนาก้าวหน้าของดินแดนที่ต่างฝ่ายต่างมีอยู่ในปัจจุบัน

                ตรงกันข้าม การสร้างคลอง นอกจากการเปิดโอกาสให้ชาวประมงไทยจากฝั่งตะวันออกสามารถไปทำการประมงในทะเล อันดามันหรือมหาสมุทรอินเดียได้สะดวกขึ้นแล้ว ยังจะเสริมสร้างเพิ่มพูน ความมั่นคงให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย เพราะในกรณีฉุกเฉิน ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ การส่งกำลังทางเรือจากอ่าวไทยไปคุ้มครองป้องกันความปลอดภัยและความสงบสุขของ ดินแดนไทยด้านตะวันตก จะไม่เสียเวลาเดินทางอ้อมดินแดน มาเลเซีย ผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งทางมาเลเซียและอินโดนีเซียประกาศถือเป็นน่านน้ำร่วมของเขา

              ยิ่งกว่านั้น ถ้าไทยมองไกลออกไป การสร้างคลองมิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ในการเดินเรือเพียงเพื่อย่นระยะทางให้ สั้นเข้าเท่านั้น แต่ยังมีแผนการพัฒนาปักษ์ใต้ให้เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจให้โชติช่วงชัชวาล ด้วย การสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นรอบๆคลอง ตั้งศูนย์พานิชยกรรม พร้อมด้วยท่าเรือทะเลที่ทันสมัยและเหมาะสม ก็จะเป็นการสร้างแหล่งความต้องการกำลังแรงงานอย่างมหาศาล เป็นการแก้ปัญหาการว่างงานในประเทศไทยได้ดี นอกจากคนท้องที่ต่างจะมีงานทำเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ครอบครัวโดยทั่วหน้า ปรับปรุงความเป็นอยู่ให้สูงขึ้นแล้ว ยังจะเป็นทางดูดกำลังคนจากภาคอื่นๆของประเทศไทย ระดมเข้าไปช่วยร่วมงานพัฒนาด้วย ยังผลเป็นการกระจายพลเมืองไทยไปในตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาในประวัติการณ์ ปักษ์ใต้จะมิใช่ดินแดนของชาวไทยมุสลิมเท่านั้น หากจะเป็นดินแดนของชายไทยอื่นๆด้วย คละคนปนกันไปชั่วระยะหนึ่งก็จะกลายเป็นพี่น้องร่วมชาติที่ไม่แยกภาษาและ ศาสนา ภัยที่ไทยจะเสียดินแดงให้แก่บางกระบวนการในประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นอันอันตรธานหายไปในตัว เพราะปักษ์ใต้เจริญมั่งคั่งดีแล้ว ใครจะคิดโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นมีแต่ผู้อื่นต่างหาก ที่จะมองเห็นประโยชน์เข้ามาอาศัยทำมาหากินในดินแดนอันมั่งคั่งของไทย

                ปัญหาจึงมีแต่เพียงว่า ไทยจะมีศักยภาพสามารถดำเนินการตามแผนสร้างคลองด้วยกำลังของไทยเองได้หรือไม่ ถ้าแม้แต่เพียงเพื่อจะทำการศึกษา “ความเป็นไปได้ของโครงการ” ไทยเริ่มแบบมือขอให้ผู้อื่นเขาลงทุนลงรอนให้ ก็ไม่พึงคิดถึงโครงการนี้ต่อไปให้เป็นการฝันหวาน ยิ่งถ้าเป็นการปฏิบัติตามโครงการ ไทยคิดจะอาศัยกำลังทรัพยากรและกำลังความคิดจากภายนอกด้วยแล้ว แม้แต่ฝันก็อาจจะไม่หวานอย่างคิด กลายเป็นขมขื่นไปผู้ที่เข้ามาช่วย ไม่มีใครเขาช่วยเพื่อประโยชน์ของไทยโดยไม่มุ่งหวังอะไรตอบแทน ตอนนี้แหละ ดีไม่ดีจะกระทบถึงความมั่นคงของประเทศไทยละ แล้วจะก่อให้เกิดปัญหาร้อยแปดพันประการให้แก่ไทยในภายหลังเยี่ยงคลองสุเอช และคลองปานามา อย่างที่ได้สรุปมาให้เห็นข้างต้น

                ทั้งหมดพาดพิงถึงเรื่องการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยโดยตรง โลกปัจจุบันยังคงแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายอยู่ แทนจะเป็นโลกเดียวอย่างที่เคยกล่าวขานกันมาก่อน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองแยกระหว่างฝ่ายสหประชาชาติและฝ่ายอักษะภายหลัง ชัยชนะของสหประชาชาติ แยกระหว่างฝ่ายโลกเสรีและฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์แล้วเกิดฝ่ายที่สามขึ้นแทรก เรียกว่าโลกที่สาม หรือโลกที่ไม่ผูกพันรัฐบาลไทย แม้จะประกาศนโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่วายที่ผู้นำจะชักจูงไปเข้าข้างโลกเสรี ไทยไม่นิยมคอมมิวนิสต์ น่าจะตั้งหน้าทำงานปราบปรามอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ภายในประเทศให้หมดสิ้น แต่ไม่ควรเผลอตัวไปเข้าร่วมกระบวนการต่อต้านคอมมิวนิสต์รอบโลกตามคำแนะนำและ ชี้ชวนของบางประเทศ เพราะเมื่อประเทศนั้นเกิดเปลี่ยนใจ ทำความเข้าใจกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้เนื่องจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ด้วยกันเกิด แตกแยก ไทยจะลอยตัวต้องรีบรุดตามเขาให้ทันโดยวางตัวเป็นเด็กดียกย่องสดุดี คอมมิวนิสต์บางประเทศเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่และหันเข้าพึ่งพาอาศัยให้ช่วยขบ ปัญหาระหว่างประเทศของไทย แสดงว่าเด็กไทยไม่โตสักที ถ้าไม่พึ่งมหาประเทศนั้น หรือพึ่งประเทศนั้นไม่ได้ก็ต้องหันไปพึ่ง มหาประเทศนี้

                เราเห็นกันอยู่แล้วว่าไม่มีประเทศใดไม่ว่าจะมีอานุภาพใหญ่ยิ่งเพียงใดก็ตาม สามารถวางตนเป็นตำรวจรักษาความปลอดภัยให้แก่โลกได้ เมื่ออภิมหาประเทศหนึ่งเที่ยวแสวงหาฐานทัพเพื่อสนับสนุนแสนยานุ ภาพของตนรอบโลก อภิมหาประเทศคู่แข่งก็ย่อมจะหาทางเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญไว้ล่วงบ้าง ใครเลยจะยินยอมปล่อยให้มีการปิดล้อมตัวให้อยู่ในวงจำกัด การที่ประเทศเล็กๆอย่างไทย บำเพ็ญตนเข้าฝ่ายอภิมหาประเทศหนึ่ง ย่อมจะก่อให้เกิดความระแวงจากอีกอภิมหาประเทศหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่พ้น ไม่พึงหลงเชื่อว่าอภิมหาประเทศเขาจะยอมเสี่ยงภัยสงครามสมัยใหม่ สงครามนิวเคลียร์บนดินแดงของเขา เขาอาจจะทำสงครามบนดินแดงของประเทศอื่น เป็นสงครามตัวแทน ประเทศเล็กๆที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของการขัดแย้งระหว่างประเทศใหญ่ จะได้รับประโยชน์อันใด นอกจากจะเป็นเพียงลูกไล่ ถูกใช้เป็นสมรภูมิทดลองอาวุธสมัยใหม่ ถ้าไทยตัดสินใจจะขุดคลอง แล้วเริ่มไปคิดแต่จะอาศัยทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากมหาอำนาจก็เท่ากับเรา สร้างห่วงรัดคอเราเพิ่มขึ้นอีกห่วงหนึ่ง ฉะนั้น ถ้าเราทำไม่ได้โดยลำพังตนเองก็ควรเลิกคิดที่จะทำดีกว่า

                ที่กล่าวว่าไทยควรทำโดยลำพังตนเองนั้นมิได้หมายความว่ารัฐบาลจะต้องลงมือทำ เอง น่าจะปล่อยให้เป็นธุรกิจฝ่ายเอกชน โดยรัฐบาลตกลงในหลักการ แล้วคอยควบคุมดูแลจากภายนอก รัฐวิสาหกิจของไทย ดำเนินงานได้ผลดีผลเสียงเพียงใดย่อมตระหนักทราบกันดีอยู่แล้ว อังกฤษและฝรั่งเศสเมื่อเร็วๆนี้ ตกลงกันได้ในการสร้างอุโมงค์ทางรถไฟใต้ทะเลเชื่อมสองประเทศด้วยกัน ได้รับหลักการใช้วิธีทางธุรกิจเอกชน การประกอบการเอกชนที่จะเข้าร่วมในโครงการจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทาง เศรษฐกิจของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่ปล่อยให้การเมืองหรือปัจจัยอื่นใดอัน มิใช่ปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้าครอบงำ เมื่อเอกชนพัฒนาโครงการได้แล้วประโยชน์ย่อมตกได้แก่รัฐบาลด้วยในตัว

ข้อควรคำนึงอีกข้อหนึ่ง ได้แก่ ปัญหาว่าการดำเนินการตามโครงการขุดคลองเชื่อมทะเลของไทยจะกระทบถึงผล ประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ เฉพาะอย่างยิ่ง มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย คลองของไทยจะแย่งปริมาณการเดินเรือทะเลจากช่องแคบมะละกาเพียงไรหรือไม่ ความจริงเวลานี้ช่องแคบมะละกาดูจะแคบและตื้นเกินไปแล้วสำหรับการเดินเรือที่ เพิ่มมากขึ้นในระยะหลังๆ โครงการคลองไทยไม่น่าจะมองเป็นคู่แข่งแย่งปริมาณการเดินเรือทะเลในช่องแคบ มะละกาและสิงคโปร์ แต่ควรถือเป็นโครงการเกื้อกูล เป็นทางเผื่อเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งควรแก่การส่งเสริมมากกว่า ยิ่งกว่านั้นเมื่อโครงการของไทยไม่จำกัดเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการเดินเรือ ผ่านเท่านั้น หากยังประกอบด้วยแผนพัฒนาทั้งทางพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง  น่าจะถือเป็นผลดีในระยะไกลแก่ความเจริญมั่นคงและความไพบูลย์พูนสุขของ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วนรวม และจะเป็นทางแก้ปัญหาภัยคุกคามของกระบวนการคอมมิวนิสต์ด้วย เมื่อราษฎรมีความอยู่ดีกินดียิ่งขึ้น  มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ภัยคอมมิวนิสต์จะสูญหายสลายตัวไป โดยไม่จำเป็นต้องแสวงหาอิทธิพลภายนอกเข้าช่วย จุดสำคัญอยู่ที่จะต้องจัดให้ผลได้จาการพัฒนาเกิดเป็นผลดีต่ออาณาประชาราษฎร ไทยทั่วถึง มิใช่เป็นประโยชน์เฉพาะแก่กลุ่มชนหมู่ใดหมู่หนึ่งที่มั่งคั่งอยู่แล้ว เท่านั้น

                ถ้าหากปรากฏชัดว่า การระดมสรรหากำลังพัฒนาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม อยู่ในลักษณะมหึมาเกินวิสัยที่ประเทศไทยจะรับภาระโดยลำพัง จะเป็นด้วยไทยยังขาดความสามารถทั้งด้านเงินลงทุนและด้านวิศวกรรมโยธา ทางหนึ่งที่จะกระทำได้ก็คือ จัดให้เป็นโครงการอาเซียนเสีย อาเซียนสถาปนามาเป็น 20 ปี แล้ว ด้วยวัตถุประสงค์หลักที่จัดให้มีการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภาคีจนกระทั่ง บัดนี้ ก็ยังไม่เห็นมีโครงการใดที่จัดได้ว่าเป็นโครงการของอาเซียน น่าจะอาศัยโครงการสร้างคลอง และการพัฒนาต่อเนื่อง  จัดให้มีการร่วมมือโดยใกล้ชิดระหว่างสมาชิกในกลุ่มอาเซียนร่วมมือทาง เศรษฐกิจจริงจังเพียงใด หรือจะเป็นเพียงยาหอมที่นำออกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อประโยชน์ในการโฆษณาเท่านั้น การให้อาเซียนเข้ามาร่วมมีผลดีอีกประการหนึ่งก็คือ ตัดปัญหาเรื่องข้อคัดค้านออกไป เปิดโอกาสให้ภาคีอาเซียนเข้ามีส่วนได้เสีย ได้รับผลประโยชน์ร่วมต้องอาศัยความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีที่เรายัง อาจจะขาดอยู่ ก็อาจจะอาศัยผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าช่วยในฐานะที่ปรึกษาซึ่งจะไม่พัวพันกับ งานด้านบริหารอย่างเด็ดขาด

อันประเทศภายนอกที่จะสนใจในการเดินเรือ ผ่านคลองไทย คงจะได้แก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีการค้าติดต่อเป็นประจำกับประเทศทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ในทวีปแอฟริกาเลยไปถึงยุโรปเป็นประจำ และประเทศในยุโรปและแอฟริกาที่มีการค้าติดต่อกับประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี เวียดนาม กัมพูชาและลาว ในบรรดาประเทศดังกล่าวนี้ ญี่ปุ่นคงจะนำหน้าประเทศอื่นๆทั้งหมด เพราะในปัจจุบันต้องอาศัยน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก ประเทศเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากคลองไทยโดยตรง

                สำหรับ สหรัฐอเมริกาที่สร้างอิทธิพลและวางกำลังทหารไว้ในส่วนต่างๆ ของมหาสมุทรแปซิฟิคและสหภาพโซเวียตที่หาทางสร้างฐานทัพของตนขึ้นบ้างใน ภูมิภาค เพื่อคานอำนาจของสหรัฐ การรักษาผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ ย่อมทำให้ทั้งสองประเทศต้องระแวดระวังเป็นพิเศษ มิให้ได้หรือเสียเปรียบต่อกัน ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะมีผลสร้างความพึงพอใจให้แก่ฝ่ายหนึ่ง และในขณะเดียวกันสร้างความไม่พอใจอีกฝ่ายหนึ่ง ไทยจะต้องวางตนเป็นกลางโดยเคร่งครัด ป้องกันมิให้การขัดแย้งระห่างสองชาติขยายตัวเข้ามาในดินแดนไทย ให้ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเขตสันติภาพ อิสรภาพ และเป็นกลาง ปลอดจาการแทรกแซงไม่ว่าในรูปแบบใดๆของรัฐบาลภายนอกตามอุดมการณ์ที่กำหนดไว้ โดยเอกฉันท์ในปฎิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2514 นั้น

                ในด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจในส่วนรวมทางอุตสาหรรม พาณิชยกรรมต่างๆ อาจจะจัดให้มีการลงทุนร่วมกับต่างประเทศโดยทั่วไปในลักษณะธุรกิจเอกชน เร่งรัดให้ก้าวหน้าโดยรวดเร็ว ขอเน้นว่าคลองอยู่ในอธิปไตยของไทย ซึ่งหมายความว่า คลองจะอยู่ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการของประเทศไทยเต็มที่ รัฐสภาไทยมีสิทธิที่จะร่างบทกฎหมาย วางระเบียบการเดินเรือ เพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันการชนกันและมลภาวะเป็นพิษ คลองจะเปิดให้แก่เรือพาณิชย์เอกชนทุกชาติ โดยเสรีเสมอภาคเท่าเทียมกันไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไทยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากรอย่างใดก็ได้ ทั้งจะกำหนดระวางและขนาดความยาวของเรือที่จะผ่านตามความเหมาะสม สำหรับเรือรอหรือเรือทางราชการของต่างประเทศ ย่อมแล่นผ่านคลองได้เหมือนกัน แต่จะต้องบอกกล่าวให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทราบและได้รับอนุญาตล่วงหน้า ถ้าเป็นเรือใต้น้ำ จะต้องลอยลำ ขึ้นมาเวลาผ่าน ทั้งนี้ โดยไทยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือจะอัธยาศัย ยกเว้นให้ก็ได้ คลองจะจัดอยู่ในระบบการรักษาความมั่นคง และความปลอด ภัยของประเทศอย่างเด็ดขาด ไทยจะวางกำลังทหารและตำรวจ ณ ที่ใดๆ บริเวณคลองโดยอิสระ ทั้งจะวางแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เฉพาะอย่างยิ่งทางอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวางเพียงใดก็ได้ บรรดาอรรถคดีที่หากจะเกิดขึ้นระหว่างเรือแล่นผ่านคลองต้องขึ้นต่อศาลไทยโดย เฉพาะ นอกจากเรือรบหรือเรือทางราชการต่างประเทศ ซึ่งมีหลักเกณฑ์พิเศษตามกฎหมายระหว่างประเทศอยู่แล้วในยามสงคราม โดยฝ่ายไทยจะเข้าร่วมเป็นฝ่ายหรือไม่ก็ตาม ไทยอาจจะกระชับความเข้มงวดกวดขันในการเดินเรือได้ตามความจำเป็น ทั้งนี้เป็นที่แน่นอนว่า ย่อมจะเพิ่มภาระให้ฝ่ายทหารที่จะต้องทำการรักษาคลอง ป้องกันปัดเป่าภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในบริเวณคลองซึ่งจะต้องอาศัยงบประมาณเพิ่มขึ้นไม่น้อยเพื่อ ประสิทธิภาพของเหล่าทัพทั้งหลาย แต่ก็ยังดีกว่าที่จะปล่อยให้ปักษ์ใต้เป็นดินแดนด้อยพัฒนา เป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของขบวนการคอมมิวนิสต์หรือขบวนการแยกดินแดนที่ ยังมีอยู่ในปัจจุบัน

ศาสตราจารย์กนต์ธีร์ ศุภมงคล