ความเป็นมาของคลองคอดกระ

history

ช่วงที่ 1 สมัยกรุงศรีอยุธยา – ต้นรัตนโกสินทร์

นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ได้มีการอ้างถึงการขุดคลองคอดกระมาโดยตลอดในยุคสมัยต่างๆ เช่น

history1

สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

“……ความคิดในเรื่องของการขุดคลอง เพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเลของไทย ระหว่างฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย มีมานานกว่า 300 ปี โดยวัตถุประสงค์หลักของการขุดคลอง คือต้องการ ย่นระยะทาง ของการเดินเรือของทั้งสองฝั่งทะเล ด้วยกาลเวลาผ่านไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย ทำให้เหตุ และผล ของการพิจารณา แนวคลองต่างๆ ที่จะขุดมีความเหมาะสมกับสถานการต่างๆดังกล่าวก็จำต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย จนกว่าจะได้มีการขุดไปแล้ว ข้อยุติในเรื่องนี้ก็จะหมดไป เมื่อ 300ปี สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เหตุผลหลักที่สำคัณ คือต้องการขุดคลอง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ต่อการเคลื่อนกองทัพเรือจากฝั่งอ่าวไทย ไปฝั่งทะเลอันดามัน เป็นการขยายความเข็มแข็ง ของราชอานาจักรในยุคสมัยนั้น และ เพื่อให้ การค้ากับต่างประเทศ ที่ได้เริ่มเปิดประเทศ ติดต่อกับชาติยุโรปที่จะมาทางฝั่งอันดามันไม่ต้องเสียเวลาเดินเรือ อ้อมไปผ่านที่ ช่องแคบมะละกา สามารถ ตัดตรง จากฝั่งอันดามัน มายังอ่าวไทยมุ่งไปกรุงศรีอยุธยาได้สะดวก และแนวคลองที่เห็นว่าเหมาะสม ในสมัยนั้น ก็ได้พิจารณาแนวคลองที่จะขุด ที่เราทราบกันมานานแล้ว คือแนวคอคอดกระ จังหวัด ระนอง เหตุที่เลือกแนวคลองนี้ก็เพราะเป็นส่วนที่แคบที่สุดของประเทศที่สามารถทำการ ขุดก่อสร้างได้ง่าย เหตุและผล เมื่อ 150 ปีต่อมา อาจจะมองเห็นว่าการขุดคลอง จะเป็นอันตรายต่อประเทศ ที่จะทำให้ประเทศ มหาอำนาจในยุโรปต่างๆในระยะนั้นบ้าอำนาจไร่ล่าขยายอาณานิคม เพื่อ ยึดครองหรือ แบ่งแยกประเทศ ต่างๆ ในย่านเอเชีย ที่อ่อนแอในยุคสมัยนั้น พอมาถึงปัจจุบัน เหตุผล และ สถานการณ์ ต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เหตุผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศมีความสำคัณที่สุด ยิ่งการแข่งขันที่รุนแร็งด้านเศรษฐกิจของสังคมโลกในยุคปัจจุบัน กลับกลายเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศบงบอก ชี้นำ ถึงความมั่นคงแทนทางทหารเสียอีก ทำให้ความคิดในการที่จะขุดคลองเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐ กิจเป็นบทบาทที่ท้าทายของประเทศไทยต่อไป ความ คิดในการที่จะขุดคลอง ก็จะยังมีอยู่ตลอด เวลาจากอดีต จนถึงปัจจุบัน ความคิดในเส้นทาง แนวขุดคลอง ก็มีการนำ เสนอ ขึ้นมาใหม่ และปรับเปลี่ยนตลอดเวลา มาจนถีง ณ เวลานี้ มีอยู่ด้วยกัน 12 แนวคลองที่จะขุด….”

(อ้างอิง: กรอบการพิจารณาแนวขุดคลองไทย (คอคอดกระ) โดย รศ.ดร.สถาพร เขียววิมล)

เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการสงครามที่ต้องใช้กองเรือเดินทางจากฝั่งอ่าว ไทยไปฝั่งอันดามัน และผลประโยชน์ทางการค้ากับพ่อค้าชาวต่างประเทศ ที่ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินเรืออ้อมแหลมมลายู อย่างไรก็ตาม ในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรุงศรีอยุธยาเกิดความวุ่นวายทางการเมือง โครงการนี้จึงระงับไป

(อ้างอิง: คลองคอดแกะ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล # 2 มิย. 57)

สมัยต้นรัตนโกสินทร์

his-01

สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ ดำริการขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและทะเลอันดามันเพื่อการเคลื่อนกำลังกองทัพเรือ ไปป้องกันดินแดนด้านตะวันตกได้เร็วขึ้น เพราะพม่าชอบยกทัพมาตีบ้านเมืองเราเสมอๆ เช่น ส่งทหารมายึดเมืองถลางถึง ๒ ครั้ง การส่งทหารไปป้องกัน ลำบาก ส่วนใหญ่จะทราบก็เมื่อพม่ายึดเมืองไปเรียบร้อยแล้วหากมีคลอง การเคลื่อนกำลังไป ก็สะดวก ไม่ต้องเดินทางผ่านป่าดงอันหนาทึบหลายวัน ก็ยังเร็วกว่าการเดินทางบก นอกจากนั้น เรือยังบรรทุกยุทโธปกรณ์ เสบียงอาหารไปได้มาก ความคิดที่จะขุดคลองกระครั้งแรกนี้มุ่งที่จะ ป้องกันประเทศเป็นสำคัญ แต่ความคิดนี้ไม่สำเร็จ

(อ้างอิง: พลเรือเอก ดิลก ภัทรโกศล นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๘๓ เล่มที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓)


ช่วงที่ 2 สมัยรัชกาลที่ 4 – รัชกาลที่ 6

history2

อังกฤษได้เสนอขอพระบรมราชานุญาต ทำการขุดคอคกระแนวระนอง-หลังสวนเป็นส่วนที่แคบที่สุด พระองค์ทรงยินยอมแต่ขาดเงินทุน ทำให้หยุดชะงัก ต่อ มา พ.ศ.2406 อังกฤษสำรวจบริเวณคอคอดกระส่วนที่แคบที่สุดได้ แต่ติดสันเขาขุดลำบากเครื่องมือไม่มีจึงยกเลิก ในปี พ.ศ. 2409-2411 คลองกระโด่งดังไปทั่วโลก ฝรั่งเศสขอเจรจาเพื่อดำเนินการขุด หลังจากที่ฝรั่งเศสได้ขุดคลองสุเอซสำเร็จ แต่รัชกาลที่ 4 ไม่อนุญาต เนื่องจากเกรงจะเสียพระราชอาณาจักร

(อ้างอิง “ตะลึง! Blueprint คอคอดกระ สมัยรัชกาลที่ ๕ มีจริง” ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๕ หน้า ๙๔-๑๑๙. ไกรฤกษ์ นานา)

4

“….. หนังสือของ คุณณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม อธิบายว่ารัชกาลที่ ๔ ทรงยอมยกเกาะสอง (บางทีเรียก Victoria IsIand) ให้อังกฤษ เพื่อปกป้องคอคอดกระไว้และทรงแต่งตั้งตันกิมเจ๋ง คหบดีจีนผู้มีสัญชาติอังกฤษไปเป็นเจ้าเมืองกระบุรีเพื่อสอดส่องพฤติกรรมของ อังกฤษ มีรูปนายตันกิมเจ๋งอยู่บนหน้าปกหนังสือด้วย……”

“…… นโปเลียนที่ ๓ จักรพรรดิฝรั่งเศส (ซ้าย) ทรงสนับสนุนใหุ้ขุดคลองสุเอซ และทรง ทาบทามที่จะขุดคลองกระแต่ไม่สำเร็จในรัชสมัยของพระองค์ และรัชกาลที่ ๔ (ขวา) ทรงปกป้องคอคอดกระไว้ทุกวิถีทาง เพราะกลัวเสียดินแดนทางภาคใต้……”

สมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2415

5

นาวาเอก เอ. จีลอปตัน ร.น. ตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้ามาสำรวจเส้นทางการขุดคลองกระอีกครั้งหนึ่ง ในแนวระนอง-ชุมพร จากการสำรวจ เป็นเรื่องที่เป็น ไปได้ แต่พระองค์ไม่อนุญาตด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ

(อ้างอิง: ดูเพิ่มเติม “ตะลึง! Blueprint คอคอดกระ สมัยรัชกาลที่ ๕ มีจริง” ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๕ หน้า ๙๔-๑๑๙. ไกรฤกษ์ นานา)

๑. มงซิเออร์เดอลองก์ (M. Francois Deloncle) เป็นวิศวกรชาวฝรั่งเศส เข้ามาขออนุญาตขุดคลองในนามมงซิเออร์เดอเลสเซป ผู้บุกเบิกคลองสุเอซ แต่ในตอนแรก ม.เดอลองก์ก็มิได้นำจดหมายตำจา ม.เดอเลสเซปเข้ามา ฝ่ายสยามจึงมีข้อสงสัย แต่ภายหลังก็สามารถเคลียร์ตัวเองได้ ทำให้ฝ่ายสยามพอใจ

๒. รัชกาลที่ ๕ ทรงบ่ายเบี่ยงที่จะให้สัมปทานในการขุดโดยทันที (คอนเสสชั่น=Concession) แต่ต้องการให้มีการสำรวจ (Survey) ก่อน เนื่องจากเห็นว่ายังไม่เป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนที่ฝรั่งเศสต้องการ

๓. รัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นกังวลเรื่องขัดใจกับฝ่ายอังกฤษ แต่ฝ่ายฝรั่งเศสก็แก้ต่างด้วยเหตุผลร้อยแปดว่า ไม่มีปัญหาและสามารถเคลียร์กันเองได้ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นให้เห็นว่าอังกฤษ และฝรั่งเศสสามารถตกลงกันได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีวันจะเป็นไปได้

๔. ปรินซ์ออฟเวลส์คือ องค์มกุฎราชกุมารอังกฤษ ต่อมาเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแอดเวิร์ดที่ ๗ กษัตริย์อังกฤษเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจทางฝ่ายอังกฤษ

ในปีเดียวกันนั้นเอง ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๒๔ (ค.ศ. ๑๘๘๑) รัชกาลที่ ๕ ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ ม.เดอลองก์สำรวจคอคอดกระอย่างเป็นทางการ การสำรวจดังนี้กระทำโดยทีมงานฝรั่งเศสซึ่งมีผลประโยชน์แอบแฝงแต่เนื่องจากชื่อของนายเดอเลสเซปถูกนำมาอ้างอย่างถูกต้องที่ถูกเวลา ทำให้แผนการของฝรั่งเศสดูน่าเชื่อถือและมีน้ำหนัก แผนที่สำรวจคอคอดกระจึงเกิดขึ้นเป็นฉบับแรก และฉบับเดียวในสมัยรัตนโกสินทร์ ท่ามกลางความกังวลและความไม่แน่นอน ส่อให้เห็นพิษภัยของการสำรวจครั้งนี้

สมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี พ.ศ. 2460

ทรงสนพระทัยในเรื่องคลองกระ เพราะทรงเห็นว่า อำนวยประโยชน์และความเจริญมาสู่ประเทศอย่างมหาศาล แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมืองเช่นเดียวกัน ทำให้ตัดสินพระทัยไม่ทรงอนุญาตให้มีการขุดคลองกระ

(อ้างอิง: “พระมงกุฎเกล้า และสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ กับหัวเมืองปักษ์ใต้” โดย ดร. ชัชพล ไชยพร ข้าราชบริพารในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

“……ครั้นเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ได้ทรงพระราชอุตสาหะเสด็จฯ เลียบมณฑลปักษ์ใต้ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๘ และ ๒๔๖๐ ลงไปจรดใต้สุดพร้อมทั้งพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำจังหวัด อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองและสถานที่สำคัญในภาคใต้หลายแห่ง เช่น นามเมืองนราธิวาส นามเมืองสุราษฎร์ธานี แม่น้ำตาปี สวนสราญรมย์ในสุราษฎร์ธานี ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงสร้างเสริมความสนิทสนมคุ้นเคยอย่างจริงใจกับบรรดาเจ้าเมืองและขุนนางในหัวเมืองปัตตานี เรื่อยไปจนถึงเจ้าหัวเมืองมลายูที่ไทยต้องเสียแก่อังกฤษไปเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๕ เพื่อมิให้เกิดเรื่องวิวาทคลางแคลงใจกันอีกดังอดีตสมัย พระพิศาลสุขุมวิท (ประสบ สุขุม) หนึ่งใน ‘เสรีไทย’ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เล่าไว้ว่า “ได้สดับตรับฟังคนอังกฤษอยู่.ได้ความว่าอังกฤษอยากจะได้ภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่คอคอดกระตลอดลงไป” นับเป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่งว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๘ เมื่อราว ๖๐ กว่าปีมานี้เอง ยังมีชาติมหาอำนาจใฝ่ หาอาณานิคมอยู่อีก คำบอกเล่านี้ทำให้สิ้นสงสัยได้ทันทีว่าในสมัยรัชกาลที่ ๖ อันเป็นยุคก่อนหน้าไปอีกหลายสิบปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ย่อมทรงเป็นห่วงกรรมสิทธิ์ในดินแดนเป็นอย่างยิ่งและทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาดินแดนที่ทรงรักและหวงแหนผืนนี้ไว้ให้จงได้

หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เคยตั้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจ “เหตุใดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประพาสปักษ์ใต้มากกว่าปักษ์อื่นๆ ข้าพเจ้าเคยให้คำตอบเมื่อแสดงปาฐ กถาหลายแห่งว่า พระองค์ทรงเป็นห่วงชาวปักษ์ใต้ เพราะไม่มีทหารคุ้มครองและมีเรื่องคอคอดกระด้วย” ย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าจะมีชาติมหาอำนาจชาติหนึ่ง เตรียมจะเสนอขอขุดคอคอดกระ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อร่นระยะเวลาเดินทางจากคาบสมุทรอินเดียสู่ทะเลจีน รวมทั้งจะขอสัมปทานทำเหมืองแร่ในมณฑลปักษ์ใต้ แล้วจะอาศัยช่องทางนี้ส่งกำลังทหารเข้ามา โดยอ้างว่าเพื่อคุ้มครองคนของตนที่ทำเหมืองแร่ ยิ่งทรงพระปริวิตก และต้องพระราชประสงค์จะทรงตั้งกองทหารขึ้นในภาคใต้ แต่ก็ติดอยู่ที่ว่ามีสนธิสัญญาลับกับชาติมหาอำนาจนั้นที่ทำไว้แต่เก่าก่อน ว่าห้ามมีกองทหารในปักษ์ใต้ จึงทรงพยายามสนับสนุนกิจการ “เสือป่า” ให้เฟื่องฟูยิ่งขึ้นแทน……”

สมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง – ปัจจุบัน

his-04

นายปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2478

ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รื้อฟื้นโครงการคลองกระมาพิจารณา กรณีเมื่อขุดคลองแล้ว ประเทศไทยจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือคลอง ไม่ควรพึ่งพาต่างชาติ ประเทศไทยต้องมีเงินทุนเพียงพอ แต่ประเทศไทยมีเงินทุนไม่เพียงพอ โครงการคลองกระจึงต้องระงับอีกครั้ง

(อ้างอิง: บันทึกข้อเสนอเรื่อง ขุดคอคอดกระ ของ นายปรีดี พนมยงค์ กมุภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๑)

“ข้าพเจ้าได้เชิญหลวงเดชาติวงศ์ มาปรึกษากะประมาณกันอย่างคร่าว ๆ ว่าถ้าเราจะขุดคลองที่คอคอดกระยาวประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ขนาดกว้างและลึกอย่างคลองสุเอซรวมทั้งการแต่งร่องน้ำจากปากคลองไปสู่ทะเลลึก ก็คงใช้เงินในขณะนั้นประมาณ ๑๐ ล้านบาท นอกจากนั้นเราจำเป็นต้องสร้างเขื่อนและท่าเทียบเรือ โรงคลังสินค้า เขื่อนกันคลื่นในทะเล ถนนและทางรถไฟริมฝั่งคลอง สะพานรถไฟและสะพานต่าง ๆ ข้ามคลอง โรงไฟฟ้ า การโทรเลขโทรศัพท์ กระโจมไฟ อาคารและอุปกรณ์อื่น ๆ อนั เกี่ยวแก่ความจำเป็นและความสะดวกแก่การเดินเรือผ่านคลองนี้ จึงได้กะกันอย่างคร่าว ๆ ว่าคงใช้เงินอีกราว ๘ ล้านบาท รวมท้งสิ้นประมาณ ๑๘ ล้านบาทเราได้คิดกันอีกแผนหนึ่งถึงการขุดคลองที่กว้างและลึกน้อยกว่าคลองสุเอซ เช่น ขนาดคลองโครินธ์ของกรีกเพื่อให้เรือเพียงขนาดที่เข้าปากน้า เจ้าพระยาไดผ่านเท่านั้นอันจะเป็นการกระทบกระเทือนอังกฤษไม่มากนัก ในการนี้เราอ าจลดค่าใช้จ่ายสำหรับงานดินลงไปได้ประมาณ ๖ ล้านบาท แต่เราก็ตอ้งสร้างเขื่อน สะพานข้ามคลอง และการก่อสร้างอื่น ๆ เช่นเดียวกับการขุดคลองขนาดคลองสุเอซนนั่นเอง …….หลวงเดชาฯ ถามข้าพเจ้าว่าจะเอาเงินมาจากไหน ข้าพเจ้าตอบว่าเงินคงคลังกับเงินสำรองใช้หนี้เงินกู้ยมืมีอยู่ที่กระทรวงการคลังซึ่งเก็บไว้เฉย ๆ น้ัน สมควรขอเอามาใช้จ่ายในการลงทุนของประเทศชาติได้ประมาณ ๓๕ ล้านบาท ส่วนหนึ่งก็เอามาสร้างทาง อีกส่วนหนึ่งก็เอามาสร้างคลองกระ แต่กระทรวงการคลังหวงเ งินน้ัน ข้าพเจ้าเห็นจะต้องอาสาไปเจรจาขอลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อรัฐบาลจะได้อนุญาตให้ใช้เงินคงคลังและเงินสำรองใช้ได้…”

พ.ศ. 2489

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องลงนามในความตกลงสมบูรณ์แบบ เพื่อเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษโดยในข้อ 7 ระบุห้ามไทยขุดคลองเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หากมิได้รับความยินยอมจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของคลองกระต่อสภาวะทางการค้าของแหลมมลายู อย่างไรก็ตาม พ.ศ.2497 ได้มีการยกเลิกความตกลงสมบูรณ์แบบดังกล่าว

พ.ศ. 2503

นายเชาว์ เชาว์ขวัญยืน กับคณะในนามของบริษัท แหลมทองพัฒนา เสนอ รัฐบาลไทยขอรื้อฟื้นโครงการคลองกระขึ้นใหม่ โดยขออนุญาตทำการศึกษากิจการคลองกระและท่าเรือ คณะ รัฐมนตรีได้แสดงความเห็นชอบในหลักการตามข้อเสนอถึง 2 ครั้ง แต่วันที่ 31 มีนาคม 2507 สภาความมั่นคงแห่งชาติได้สั่งระงับการดำเนินการตามข้อตกลง เนื่องจากเหตุผลทางด้านความมั่นคง และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแยกดินแดนทางภาคใต้

พ.ศ. 2513

ด้วยความเห็นชอบจากระทรวงมหาดไทย นายเชาว์ ได้จ้างบริษัท แทมส์ (TAMS) ศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจของการขุดคลองกระ ผลการศึกษา ปรากฏว่าแนวคลองที่เหมาะสมอยู่ทางใต้ คือเส้นทางระหว่างสตูล-สงขลา *** ตุลา 2514 เกิดเรื่องประท้วงไล่รัฐบาลถนอม ได้รัฐบาลใหม่ที่ได้ชื่อว่า มะเขือเผา อยู่ได้ 6 เดือนเท่านั้น

พ.ศ. 2516

มีการเสนอโครงการคลองกระต่อรัฐบาล แต่มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลใหม่ *** จากนั้น เปลี่ยนรัฐบาลหลายสมัยมาก อยู่สมัยละปีกว่า 2 ปีกว่า ไม่ทันได้ทำอะไรทั้งนั้น หยุดไป 9 ปีเต็มๆ จึงรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่

พ.ศ. 2525

กลุ่ม ส.ส. พรรคชาติไทย โดยนางยุพา อุดมศักด์ ส.ส. พิจิตร เสนอให้มีการขุดคลองกระที่จังหวัดระนอง โดยเสนอรัฐบาล มีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธานคณะ กรรมการทบทวนศึกษาโครงการขุดคลองกระ แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง การพิจารณาจึงต้องชะงักไป

พล.ท. หาญ ลีลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 4 เสนอให้มีการทบทวนโครงการขุดคลองกระ เพื่อสร้างความเจริญแก่พื้นที่ภาคใต้ และสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นศึกษาโครง การขุดคลองกระ แต่ได้มีการยุบสภา

พ.ศ. 2526

สำนักงาน เอ็คเซ็คคิวทีฟ อินแทลลิเจนส์ รีวิว (EIR) และฟิวซัน เอ็นเนอร์ยี ฟาวเดชั่น (FEF) จัดสัมมนาเรื่องคอคอดกระ และความเป็นไปได้ ในประเทศไทย โดยได้รับ ความสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรี

พ.ศ. 2527

สำนักงาน FEF ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ติดต่อกับกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดสัมมนา นักธุรกิจ นักวิชาการ องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับการขุดคอคอดกระ และทำรายงานเสนอต่อนักลงทุนชาวอเมริกัน นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระดำเนินไปด้วยดี ได้เกิดปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา

พ.ศ. 2529

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ โครงการขุดคอคอดกระจึงดำเนินการต่อไปค่อนข้างราบรื่น โดยมีประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ขอเป็นผู้ลงทุนขุดคอคอดกระ แต่ ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ หัวหน้ากลุ่มนักวิชาการ ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมให้ต่างชาติประเทศใดเป็นผู้ลงทุนในโครงการนี้ โดย ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ และนักวิชาการกลุ่มนี้ ได้ทำรายงานแนวความคิดในทฤษฎีใหม่ เกี่ยวกับคอคอดกระเสนอต่อรัฐบาล โดยให้ขุดคอคอดกระเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือในระดับคาบสมุทร โดยเฉพาะในด้านเงินทุนและเทคโนโลยี แต่ต้องดำเนินการโดยคนไทย และประเทศเป็นหลักสำคัญ และได้เปลี่ยนชื่อจากโครงการ คอคอดกระเป็น “โครงการพัฒนาคาบสมุทรแหลมทอง” แต่รัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไม่มีการตอบกลับ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่สานต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดที่แล้ว โดยมีนายวัฒนา อัศวเหม ส.ส. สมุทรปราการ เป็นประธาน

พ.ศ. 2530

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาคืบหน้ามาก โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล รวมทั้งนายทหารระดับสูง 3 เหล่าทัพ ศึกษาดูงานคลองสุเอซ และคลองปานามา รวมทั้งศึกษาเทคโนโลยีการสร้างเขื่อน และระบบการควบคุมน้ำในเขื่อนเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ด้วย โครงการขุดคอคอดกระในยุคพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวหน้าด้วยดี แต่เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ลดค่าเงินบาท ทำให้เกิดปัญหาเงินลงทุนเป็นอุปสรรคสำคัญ เงินลงทุนจากต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ โยงใยเป็นขบวนการลูกโซ่ ทำให้โครงการขุดคอคอดกระหยุดชะงักไป

พ.ศ. 2531

พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระอย่างชัดเจน โดยเน้นนโยบายให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในลักษณะของสัมปทาน เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตอบแทนจากรัฐบาล จึงมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเยอรมันนี ขอเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเป็นประเทศแรก โดยบริษัทเอกชนญี่ปุ่นชื่อ DIALCHISOGYO ได้ทำหนังสือลงนามโดยนายทากา คิโยชิ ประธานกรรมการเสนอต่อ พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ

พ.ศ. 2533

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 เสนอว่ากลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระ แต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ กลับเน้นไปที่การเปิดประตูอินโดจีนมากกว่า จึงได้ความสำคัญกับโครงการ “อิสเทิร์น ซีบอร์ด” หรือ โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นอันดับหนึ่ง และทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดในการสนับสนุนโครงการนี้ ส่วนโครงการขุดคอคอดกระได้รับความสำคัญเป็นอันดับรอง จึงไม่รีบเร่งในการพิจารณา จนในที่สุดถูกยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

พ.ศ. 2535

พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอคอดกระ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” จนกระทั่ง พล. อ. สุจินดา คราประยูร ลาออก

พ.ศ.2535

มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 มูลนิธิเพื่อการศึกษาคอคอดกระจัดตั้งโดยความร่วมมือขององค์กรเอกชนหลายแห่งประกาศตั้งขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นผู้ศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคอคอดกระทั้งระบบ แต่เนื่องจากท่าที่ของรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์บางคนแสดงความเห็นทำนองคัดค้าน ด้วยเหตุผลอาจทำให้เกิดความสับสนสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศระหว่างโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด กับ โครงการขุดคอคอดกระมูลนิธิฯ จึงระงับการยื่นขอเสนอดังกล่าวต่อนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี อย่างกะทันหัน สำหรับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นยังให้ความสนใจโครงการขุดคลองกระคือ บริษัทอิชิณาวาจินา ฮาร์ต อินดัสทรี (IHI) ได้ประกาศชัดเจนว่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนโครงการขุดคลองกระในประเทศไทยและอยู่ระหว่างการแสวงหาพันธมิตรร่วมลงทุน โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบริษัทเอกชนญี่ปุ่นด้วยกัน หรือเป็นบริษัทลงทุนข้ามชาติประเทศอื่นๆ รัฐบาลไทย ผู้บริหารของบริษัทฯ ยังแสดงท่าที่จะสนใจในเบื้องต้นจะลงทุน ในลักษณะครบวงจร หรือในแบบครบวงจร คือ การลงทุนทางด้านการก่อสร้างและการบริหาร แต่หลังจากนั้นไม่ปรากฏความคืบหน้าจากบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้ หรือนักลงทุนต่างชาติรายอื่นๆ อีก นอกจากนี้ มีฝ่ายคัดค้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง โดยตั้งเหตุผลด้านความมั่นคง อ้างว่าหากขุดคอคอดกระก็เท่ากับเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยเป็น 2 ส่วน และอาจนำมาซึ่งการเสียเอกราชของดินแดนจังหวัดภาคใต้ที่ถูกแบ่งแยกในที่สุด อีกทั้งยังโจมตีฝ่ายสนับสนุนว่าอาจรับเงินจากประเทศมุสลิม เจ้าแห่งสิทธิก่อการร้ายมาดำเนินการ นักการเมืองบางคนยกเอาบทบัญญัติรัฐธรรม นูญมาอ้างในข้อที่ว่าประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว ผู้ใดจะมาแบ่งแยกมิได้จนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันอ้างแบบผิดๆ เหมือนกับไม่มีความรู้ เพราะความจริง “ประเทศไทย” หมายถึง องค์รวมของประเทศทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะผืนแผ่นดินหรือดินแดนเท่านั้น แต่รวมถึงอำนาจปกครองของรัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขด้วย ดังนั้น กรณีที่จะขุดคอคอดกระหรือไม่ จึงไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใดๆ

พ.ศ. 2537

รัฐบาลซึ่งมี นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจกับโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากให้ความสนับสนุน สนใจกับโครงการสร้างท่าอากาศยานสากลแห่งที่ 2 (สนามบินหนองงูเห่า) ที่จังหวัดสมุทรปราการ จนกระทั่งรัฐบาลมีปัญหาเรื่องต่างๆ จึงประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร

พ.ศ. 2539

รัฐบาลซึ่งนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคความหวังใหม่ ได้รับเลือกตั้งเสียงข้างมาก ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอคอดกระ

พ.ศ. 2540

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจต่อโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากให้ความสนใจการสร้างท่าอากาศยานสากลแห่งใหม่ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ยังมีการมอบหมายให้นายเด่น โต๊ะมีนา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศร.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ประเทศตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจหายนะ จนกระทั่งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี โครงการขุดคอคอดกระจึงต้องระงับไปอีกครั้ง

พ.ศ. 2540 (ปลายปี)

นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีการพิจารณา หรือ การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากอยู่ในภาวะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดวิกฤตอย่างรุนแรง

พ.ศ. 2544

วุฒิสภา โดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรีได้ รื้อฟื้นโครงการ ขุด คอคอดกระขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยได้รับอนุมัติจากวุฒิสภาให้จัดตั้งคณะ กรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระเมื่อวันที่ 17พฤษภาคม 2544 คณะรัฐบาล ซึ่งมี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และสังคมภายใต้นโยบาย และการกำกับดูแล ของพลเอกชวลิตยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย วุฒิสภาเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้ขุดคลองไทยเมื่อ วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน 2548 เวลา 16:09 นาฬิกา

(อ้างอิง: ความเป็นมาของคอคอดกระ เรียบเรียงโดย คุณ นิภาพร ประเสริฐศรี สำนักประสานงานการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล THAI-CANAL)